วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

โปงลางสะออน

โปงลางสะออน

วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการจดทะเบียนต่าง ๆ

๑. แจ้งเกิดเด็กใหม่
ไปแจ้งที่ไหน?
- ถ้าท่านอยู่ในเขตเทศบาล ต้องไปแจ้งที่สำนักงานเทศบาล
- ถ้าท่านอยู่ตามหมู่บ้าน ต้องไปแจ้งที่ผู้ช่วยนายทะเบียนประจำหมู่บ้าน หรือที่ที่ว่าการอำเภอก็ได้
- ต้องแจ้งเกิดภายใน ๑๕ วัน แต่ถ้ามีเหตุจำเป็น สามารถแจ้งได้ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันเกิด
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- นำสำเนาทะเบียนบ้านของท่านไปด้วย
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ไม่ต้องเสีย
๒. แจ้งคนตาย
ไปแจ้งที่ไหน?
- หากคนตายในเขตเทศบาล ต้องไปแจ้งที่สำนักงานเทศบาล
- หากคนตายในหมู่บ้าน ต้องไปแจ้งที่ผู้ช่วยนายทะเบียนประจำหมู่บ้าน หรือที่ที่ว่าการอำเภอก็ได้
- ต้องไปแจ้งภายใน ๒๔ ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลาตายหรือพบศพ แต่ถ้าท้องที่ใดการคมนาคมไม่สะดวก อาจแจ้งได้ภายใน ๗ วัน
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- นำสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ตายไปด้วย
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ไม่ต้องเสีย
๓. แจ้งย้ายที่อยู่ไปอำเภออื่น กรณีแจ้งก่อนออกจากบ้าน
ไปแจ้งที่ไหน?
- ถ้าท่านอยู่ในเขตเทศบาล ต้องไปแจ้งที่สำนักงานเทศบาล แล้วรอใบแจ้งย้ายถือไปเองด้วย แล้วนำไปมอบสำนักงานเทศบาลที่ท่านไปอยู่ใหม่ หรือที่ผู้ช่วยนายทะเบียนประจำหมู่บ้านที่ท่านไปอยู่ใหม่
- ถ้าท่านอยู่ตามหมู่บ้าน ต้องไปแจ้งที่ที่ว่าการอำเภอ แล้วขอรับใบแจ้งย้ายถือไปเองด้วย แล้วนำไปมอบสำนักงานเทศบาลที่ท่านไปอยู่ใหม่ หรือที่ผู้ช่วยนายทะเบียนประจำหมู่บ้านที่ท่านไปอยู่ใหม่
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- นำสำเนาทะเบียนบ้าน บ้านเดิมของท่านก่อนย้ายออกไปด้วย
- นำบัตรประจำตัวประชาชนของท่านไปด้วย
- นำบัตรประจำตัวประชาชนนองเจ้าบ้านไปด้วย กรณีที่ท่านมิได้เป็นเจ้าบ้านในบ้านก่อนย้ายออก
- นำหนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้านให้ท่านไปแจ้งแทน กรณีท่านไปแจ้งย้ายแทนคนอื่น และท่านไม่มีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านที่ขอย้ายออก
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ไม่ต้องเสีย
๔. แจ้งย้ายที่อยู่ กรณีแจ้งหลังจากไปอยู่บ้านใหม่ในอำเภออื่นแล้ว
ไปแจ้งที่ไหน?
- ถ้าท่านอยู่ในเขตเทศบาล ต้องไปแจ้งที่สำนักงานเทศบาล บอกเจ้าหน้าที่ว่า " ขอแจ้งย้ายปลายทาง "
- ถ้าที่อยู่ใหม่อยู่ในหมู่บ้าน ท่านต้องไปแจ้งที่ที่ว่าการอำเภอ บอกเจ้าหน้าที่ว่า " ขอแจ้งย้ายปลายทาง "
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
-นำสำเนาทะเบียนบ้าน บ้านใหม่ที่ท่านไปอยู่ด้วย
- นำบัตรประจำตัวประชาชนของท่านไปด้วย
- นำบัตรประจำตัวของเจ้าบ้านไปด้วย กรณีที่ท่านมิได้เป็นเจ้าบ้านในบ้านที่ท่านเข้าไปอยู่ใหม่
- นำหนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้านให้ท่านไปแจ้งแทน กรณีท่านไปแจ้งย้ายแทนคนอื่น
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- เสียค่าแจ้งย้ายปลายทาง ๕ บาท
๕. แจ้งย้ายที่อยู่ กรณีย้ายเข้าย้ายออกภายในอำเภอเดียวกัน
ไปแจ้งที่ไหน?
- ถ้าอยู่ในเขตเทศบาล ท่านต้องไปแจ้งที่สำนักงานเทศบาล
- ถ้าอยู่ในหมู่บ้าน ท่านต้องไปแจ้งที่ที่ว่าการอำเภอ บอกเจ้าหน้าที่ว่า หรือที่ผู้ช่วยนายทะเบียนประจำหมู่บ้าน
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- นำสำเนาทะเบียนบ้าน ทั้งบ้านเดิมและบ้านที่เข้าอยู่ใหม่ไปด้วย
-นำบัตรประจำตัวประชาชนของท่านไปด้วย
- นำบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้านไปด้วย กรณีท่านมิได้เป็นเจ้าบ้าน ไม่ว่าบ้านเดิมหรือบ้านเข้าอยู่ใหม่
- นำหนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้านให้ท่านไปแจ้งแทน กรณีท่านไปแจ้งเข้า -ย้ายออกแทนคนอื่น
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ไม่ต้องเสีย
๖. แจ้งสร้างบ้านใหม่ แจ้งขอเลขบ้าน แจ้งรื้อถอนบ้าน
ไปแจ้งที่ไหน?
- อยู่ในเขตเทศบาล ต้องไปแจ้งที่สำนักงานเทศบาล
- อยู่ในหมู่บ้าน ต้องไปแจ้งที่ผู้ช่วยนายทะเบียนประจำหมู่บ้าน หรือไปแจ้งที่ที่ว่าการอำเภอ
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- นำบัตรประจำตัวประชาชนของท่านไปด้วย
- นำใบอนุญาติปลูกบ้าน ใบอนุญาตรื้อถอน กรณีในเขตเทศบาล
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ไม่ต้องเสีย
๗. ขอทำบัตรประจำตัวประชาชน กรณีอายุครบ ๑๕ ปี
ไปแจ้งที่ไหน?
- ไปที่ที่ว่าการอำเภอ ที่ท่านอยู่
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- นำสำเนาทะเบียนบ้านที่ท่านมีชื่ออยู่ไปด้วย
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ไม่ต้องเสีย
๘. ขอทำบัตรประจำตัวประชาชน กรณีบัตรหมดอายุ หรือชำรุดเสียหาย
ไปแจ้งที่ไหน?
- ไปที่ที่ว่าการอำเภอ ที่ท่านอยู่
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- นำสำเนาทะเบียนบ้านที่ท่านมีชื่ออยู่
- สำเนาแจ้งความบัตรหายที่ที่ว่าการ
- นำบัตรเดิม กรณีบัตรหมดอายุ หรือบัตรชำรุด
- นำหนังสือรับรองว่าบัตรหายจริงจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือจากเทศบาล กรณีบัตรหาย
- กรณีเป็นชายให้นำหลักฐานทางทหารไปด้วย เช่น ส.ด. ๙, ส.ด. ๘, ส.ด. ๔๓
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ไม่ต้องเสีย ถ้าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัตรทำครั้งก่อน พบว่ากำหนดอายุไม่เกิน ๖๐ วัน
- เสียค่าปรับ ๑๐ - ๒๐ บาท ถ้าตรวจสอบบัตรทำครั้งก่อนพบว่าหมดอายุเกินกว่า ๖๐ วัน
๙. ขอเปลี่ยนชื่อตัว
ไปแจ้งที่ไหน?
- ไปที่ที่ว่าการอำเภอ
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- นำหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านที่ท่านมีชื่ออยู่
- นำบัตรประจำตัวประชาชนของท่านไปด้วย
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ๒๕ บาท ( ถ้านักเรียนมีใบรับรองจากโรงเรียนไม่ต้องเสีย )
- ถ้าขอเปลี่ยนชื่อบุตรเกิดใหม่ภายใน ๖ เดือน นับแต่เกิดไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
๑๐. ขอเปลี่ยนชื่อสกุล หรือจดทะเบียนตั้งชื่อสกุล
ไปแจ้งที่ไหน?
- ไปที่ที่ว่าการอำเภอ
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- นำสำเนาทะเบียนบ้านที่ท่านมีชื่ออยู่
- นำบัตรประจำตัวประชาชนของท่านไปด้วย
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ๕๐ บาท
๑๑. แจ้งขอเพิ่มชื่อในทะเบียน
ไปแจ้งที่ไหน?
- ถ้าอยู่ในเขตเทศบาล ต้องไปแจ้งที่สำนักงานเทศบาล
- ถ้าที่อยู่ในหมู่บ้าน ต้องไปแจ้งที่ที่ว่าการอำเภอ
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
กรณีขอเพิ่มชื่อเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
- บิดาหรือมารดาเด็กต้องไปแจ้งด้วยตนเอง
- หนังสือให้ถ้อยคำรับรองของผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน ถ้านำบุคคลเหล่านี้ไปด้วยพร้อม ๆ กันจะเร็วขึ้น
- หนังสือให้ถ้อยคำรับรองของผู้ทำคลอด
- หนังสือให้ถ้อยคำรับรองของเพื่อนบ้านอาวุโสใกล้เคียง ๒ ท่าน
- ทะเบียนนักเรียน ( ถ้ามี )กรณีขอเพิ่มชื่อผู้ทีบรรลุนิติภาวะแล้ว และเกิดหลัง พ.ศ. ๒๔๙๙
- เจ้าตัวผู้ต้องการเพิ่มชื่อต้องไปแจ้งด้วยตนเอง
- หนังสือให้ถ้อยคำรับรองของบิดามารดาของผู้แจ้ง ( ถ้ายังมีชีวิตอยู่ )
- หนังสือให้ถ้อยคำรับรองของผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน ถ้านำบุคคลเหล่านี้ไปด้วยพร้อม ๆ กันจะเร็วขึ้น
- หนังสือให้ถ้อยคำรับรองของผู้ทำคลอด
- หนังสือให้ถ้อยคำรับรองของเพื่อนบ้านอาวุโสใกล้เคียง ๒ ท่าน
- ทะเบียนนักเรียน ( ถ้ามี )กรณีเพิ่มชื่อผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว และเกิดก่อน พ.ศ. ๒๔๙๙
- นำหลักฐานทุกอย่างเช่นเดียวกันกรณีผู้แจ้งเกิดหลัง พ.ศ. ๒๔๙๙ เว้นแต่ไม่ต้องมีหนังสือให้ถ้อยคำรับรองของผู้ทำคลอด
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ไม่ต้องเสีย
๑๒. แจ้งขอขึ้นทะเบียนทหาร
ไปแจ้งที่ไหน?
- แจ้งไปที่ที่ว่าการอำเภอ ภูมิลำเนาบิดา
- มารดา หรือผู้ปกครองของท่าน เมื่อรู้ว่าท่านอายุครบ ๑๗ ปี
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- นำสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อบิดา
- มารดาหรือผู้ปกครองของท่านอยู่
- นำบัตรประจำตัวประชาชนของท่าน
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ไม่ต้องเสีย
๑๓. จดทะเบียนสมรส
ไปแจ้งที่ไหน?
- ไปที่ที่ว่าการอำเภอ ทั้งฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- บัตรประจำตัวประชาชนของทั้งฝ่ายชาย และฝ่ายหญิง
- นำบิดา มารดา หรือผู้ปกครองไปด้วย กรณีชาย หรือหญิงนั้นมีอายุไม่ครบ ๒๐ ปี หรือให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองทำหนังสือยินยอมมาก็ได้
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ไม่ต้องเสีย
๑๔. ขอจดทะเบียนสมรสที่บ้าน
ไปแจ้งที่ไหน?
- คู่สมรส หรือผู้แทนไปยื่นขอที่ที่ว่าการอำเภอ
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- บัตรประจำตัวประชาชนของทั้งฝ่ายชาย และฝ่ายหญิง
- บิดา , มารดา ,ผู้ปกครอง ให้ความยินยอมกรณีฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายมีอายุไม่ครบ ๒๐ ปี
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ๒๐๐ บาท พร้อมกับต้องจัดยานพาหนะรับ
- ส่ง นายทะเบียนด้วย
๑๕. ขอหย่าขาดจากการเป็นสามี - ภรรยากัน
ไปแจ้งที่ไหน?
- ไปที่ที่ว่าการอำเภอ กรณีทั้งสองฝ่ายยินยอมพร้อมใจกัน
-ไปที่ศาล กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมหย่า
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- บัตรประจำตัวประชาชนของทั้ง ๒ ฝ่าย
- นำหลักฐานใบสำคัญการสมรสไปด้วย
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ถ้าหย่าที่ที่ว่าการอำเภอ ไม่ต้องเสีย
- ถ้าหย่าโดยศาลสั่ง ต้องเสียค่าทนาย
๑๖. ขอคัดหรือรับรองทะเบียนบ้าน
ไปแจ้งที่ไหน?
- ไปที่ที่ว่าการอำเภอ
นำหลักฐานอะไรไปบ้าง ?
- นำสำเนาทะเบียนบ้านของท่านไปด้วย
เสียค่าธรรมเนียมกี่บาท ?
- ฉบับละ ๕ บาท
- ไม่ต้องเสีย ถ้าเป็นกรณีนำไปใช้เพื่อ การศึกษา,ข้ารับราชการทหาร,ขอสงเคราะห์ผู้มีบุตร, การจัดที่ดินเพื่ออยู่อาศัยของทางราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หรือการประกอบอาชีพกสิกรรม,เพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการ หน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ

ข้อแนะนำในการติดต่อราชการที่อำเภอ

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า อำเภอเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของอำเภอมีความเกี่ยวข้องผูกพันกับประชาชนตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ฉะนั้นประชาชนทุกคนจึงให้ความสนใจเกี่ยวกับงานในหน้าที่ และขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของอำเภอ ทั้งนี้เพื่อเป็นบันไดที่จะนำไปสู่ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับวิธีการที่จะให้บริการของรัฐไปสู่ประชาชนโดยสะดวกรวดเร็ว ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญของราชการ

เมื่อมีปัญหาสงสัย ติดต่อสอบถามจากเจ้าหน้าที่ติดต่อสอบถามของอำเภอ

โดยปรกติแล้วอำเภอต่าง ๆ จะต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ติดต่อสอบถามของอำเภอโดยเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้มาติดต่องานอำเภอ อำเภอจะตั้งโต๊ะติดต่อสอบถามไว้ในที่ซึ่งประชาชนสามารถมองเห็นได้เด่นชัด นับตั้งแต่ท่านย่างเท้าก้าวสู่ที่ว่าการอำเภอ ฉะนั้นถ้าท่านมีปัญหาข้อสงสัย เช่น ท่านไม่ทราบว่า งานที่ท่านจะมาติดต่อนั้นต้องไปติดต่อกับส่วนราชการใด หรือแผนกใด ท่านก็สามารถติดต่อสอบถามได้จากเจ้าหน้าที่ติดต่อสอบถามของอำเภอ ซึ่งพร้อมแล้วที่จะให้ความกระจ่างแก่ท่านในเรื่องต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

๑. เอกสารที่ควรจะนำติดตัวไปด้วย
เมื่อท่านมีธุระที่จะต้องติดต่อกับอำเภอ ไม่ว่าจะไปติดต่อเรื่องอะไรก็ตาม เอกสารที่สำคัญที่ท่านต้องนำไปด้วยเสมอก็คือ บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ( ฉบับเจ้าบ้าน ) เพราะเอกสารทั้งสองประการดังกล่าว ทางราชการถือเป็นหลักฐานที่แสดงสถานภาพของประชาชนที่มีความสำคัญที่สุด ถ้าท่านไม่นำเอกสารดังกล่าวไปด้วย เจ้าหน้าที่อาจจะไม่สามารถดำเนินการตามความต้องการของท่านได้ ซึ่งจะทำให้เสียเวลาและเสียเงิน ( ค่าพาหนะและค่าอาหาร ) โดยเปล่าประโยชน์นอกจากนี้ การติดต่องานอำเภอบางอย่างจำเป็นต้องนำเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ หรือพยานบุคคลไปแสดงประกอบด้วย เช่น การขอแก้ วัน เดือน ปีเกิด ชื่อตัว ชื่อสกุล ในใบทะเบียนบ้าน ท่านจะต้องนำสูติบัตร, ใบ ส.ด. ๙, ใบทะเบียนของโรงเรียนติดตัวไปด้วยเสมอ หรือการจดทะเบียนสมรสมีคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ( อายุไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ) จะต้องนำบิดามารดาไปให้ความยินยอมด้วยเป็นต้น

๒. เจ้าหน้าที่ไม่สุภาพ หรือไม่ได้รับความสะดวก ควรเข้าพบนายอำเภอ
ในบางครั้งการติดต่องานอำเภอท่านอาจจะประสบปัญหาบางประการที่ทำความหนักใจให้ท่าน เช่น เจ้าหน้าที่ใช้วาจาไม่สุภาพ ใช้วาจาข่มขู่ ข่มเหง เรียกร้องค่าตอบแทนเกินอัตราที่ทางราชการกำหนด หรือไม่ได้ให้ความเป็นธรรมแก่ท่าน เป็นต้นเมื่อท่านประสบปัญหาดังกล่าวข้างต้น ท่านควรเข้าพบนายอำเภอเพื่อปรึกษาหารือ หรือชี้แจ้งปัญหาเดือดร้อนต่างๆ ที่ท่านประสบ กรณีเช่นนี้นายอำเภอจะช่วยแนะนำและแก้ไขปัญหาให้แก่ท่านได้อย่างดีที่สุด

ประมวลกฎหมาย

ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง


กฎหมายองค์การบริหารส่วนตำบล

ภาคที่ 1 หลักการกฎหมายและการบริหาร อ.บ.ต.

บทที่ 1 รัฐธรรมนูญกับการปกครองท้องถิ่น

บทที่ 2 สาระสำคัญของกฎหมายองค์การบริหารส่วนตำบล

บทที่ 3 องค์การบริหารส่วนตำบลในฐานะหน่วยการปกครองท้องถิ่น

บทที่ 4 การจัดทำแผนพัฒนาตำบล

บทที่ 5 การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

บทที่ 6 การประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล

บทที่ 7 การตรวจสอบทางการเงิน

บทที่ 8 แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดชอบในทางแพ่ง

บทที่ 9 กฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น

บทที่ 10 กฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น



ภาค 2 กฎหมายระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงาน อบต.

1. พระราชบัญญัติสภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2547

2. ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลพ.ศ.2538

3. ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2538

กฎหมายรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง


หมวดที่1

มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทาง
รัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง

มาตรา ๕ ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศบทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

มาตรา ๗ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


หมวดที่2
พระมหากษัตริย์

หมวดที่3
สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย

หมวดที่4
หน้าที่ของชนชาวไทย

หมวดที่5
แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

หมวดที่6
รัฐสภา


ส่วนที่ 1 บททั่วไป


ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎร


ส่วนที่ 3 วุฒิสภา


ส่วนที่ 4 คณะกรรมการเลือกตั้ง


ส่วนที่ 5 บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง


ส่วนที่ 6 การประชุมร่วมกันของสภาทั้งสอง


ส่วนที่ 7 ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา


ส่วนที่ 8 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

หมวดที่7
คณะรัฐมนตรี

หมวดที่8
ศาล


ส่วนที่ 1 บททั่วไป


ส่วนที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญ


ส่วนที่ 3 ศาลยุติธรรม


ส่วนที่ 4 ศาลปกครอง


ส่วนที่ 5 ศาลทหาร

หมวดที่9
การปกครองส่วนท้องถิ่น

หมวดที่10
การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ


ส่วนที่ 1 การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน


ส่วนที่ 2 คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ


ส่วนที่ 3 การถอดถอนจากตำแหน่ง


ส่วนที่ 4 การดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

หมวดที่11
การตรวจเงินแผ่นดิน

หมวดที่12
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

เฉพาะการ

่ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง

หมวดที่ 1
สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน

หมวดที่ 2
องค์กรระบบ เลือกตั้งและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

หมวดที่ 3
การเลือกตั้ง ส.ส.

กฎหมายพิเศษ

๑. ลักษณะการกระทำละเมิด
ละเมิด คือ การกระทำใด ๆ ของบุคคลหรือการกระทำที่อยู่ในความรับผิดชอบของบุคคอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น ผู้ได้รับความเสียหายนั้นชอบที่จะได้รับการเยียวยา โดยการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือเรียกร้อง ให้ผู้ละเมิดปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติในลักษณะอื่น ๆ แล้วแต่กรณี เช่น นาย ก. ขับรถโดยประมาทเลินเล่อชนนาย ข. หรือ ก. จงใจทำร้าย ข.เช่นนี้ นาย ข. ได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สินหรือร่างกาย ย่อมเรียกให้ นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

แต่ผู้เสียหายในเรื่องของละเมิดกฏหมายจำกัดไว้เฉพาะกรณีเท่านั้นหมายความว่ามิใช่ผู้เสียหายทุกกรณีจากการกระทำของผู้ อื่นจะมีสิทธิได้รับการเยียวยา เช่น นาย ก. ประกอบกิจการร้านขายของชำอยู่ชานเมืองเป็นเวลา ๒๐ ปี มีรายได้จุนเจือครอบครัวอย่างมีความสุขมาตลอด ต่อมา นาย ข.ได้มาเปิดห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ข้าง ๆ กับร้านของนาย ก. นับแต่นั้นมาลูกค้าทั้งหลายของนาย ก. ก็เข้าไปอุดหนุนร้านของนาย ข. จนนาย ก.ไม่อาจเปิดกิจการต่อไปได้เพราะไม่มีลูกค้าเลย ความเสียหายของนาย ก. คือ ขาดรายได้ที่เคยได้รับตามปกติคตลอดนับสิบปีที่ผ่านมา นาย ก. ไม่อาจเรียกร้องให้นาย ข. ชดใช้ให้ได้ ลักษณะเช่นนี้มิใช่ กรณีละเมิด เพราะนาย ข. มีอำนาจกระทำ ลักษณะการกระทำใดจะเป็นละเมินนั้น กฏหมายได้ระบุไว้ดังจะได้ อธิบายในลำดับต่อไป

2. ความรับผิดเพื่อการกระทำของตนเอง
ผู้ใดก่อความเสียหายให้แก่ผู้อื่น ย่อมต้องรับผิดชอบเยียวยาให้ผู้เสียหายได้กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยวิธีการที่เหมาะสม การกระทำละเมิดต้องมีลักษณะดังนี้

ก. จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ฉะนั้นถ้าเป็นการกระทำที่ละเมิดระวังเต็มที่แล้ว ย่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นอีก ก็ไม่ต้องรับผิด เช่น พนักงานเสิรฟ์อาหารในภัตราคารกำลังยกอาหารร้อนจัดไปให้ลูกค้า ด้วยความระมัดระวังเต็มที่ ขณะนั้นลูกค้าคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาไม่ทันเห็น จึงชนชามซุปหกลาดบนขาของตนเอง ได้รับบาดเจ็บ กรณีเช่นนี้ผู้ได้รับบาดเจ็บเรียกร้องฐานละเมิดไม่ได้

ข. ผิดกฏหมาย โดยปกติกฏหมายได้คุ้มครองชีวิตร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของบุคคลไว้อยู่แล้ว การกระทำต่อสิ่งเหล่านี้โดยไม่มีอำนาจถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย

ค. กระทำต่อสิ่งที่กฏหมายคุ้มครอง คือ ชีวิตร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สินหือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ถ้ากระทำต่อสิ่งอื่นนอกจากนี้ไม่ถือว่าเป็นการละเมิด

ง. เกิดความเสียหาย ละเมิดนั้นต้องการเยียวยาความเสียหานที่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีความเสียหายก็ไม่มีอะไรต้องเยียวยา เช่น คนขี่รถจักรยานประมาทเลินเล่อ พุ่งเข้าชนรถบรรทุก รถจักยานพัง และผู้ขี่ได้ รับบาดเจ็บ รถบรรทุกไม่เสียหายใด ๆ ลักษณะเช่นนี้ เจ้าของรถบรรทุกไม่มีสิทธิฟ้องฐานละเมิด เพราะตนเองไม่มีความเสียหายใด ๆ จากการประมาทเลินเล่อของผู้อื่น

จ. มีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล ความเสียหายที่เกิดนั้นต้องสามารถคาดเห็นได้ ความเสียหายอื่น ๆ ที่ผิดปกติ กฏหมายไม่รับรองที่จะเยียวยาได้

๓. ความรับผิดเพื่อกระทำของบุคคลอื่น
กรณีนี้เป็นนโยบายทางกฏหมายที่กำหนดให้ผู้หนึ่งผู้ใดต้องรับผิดแม้ว่าตนเองมิใช่เป็นผู้กระทำละเมิดโดยตรง เพราะผู้นั้นเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากิจการงานของผู้กระทำละเมิด หรือผู้นั้นมีหน้าที่ดูแลผู้กระทำละเมิด คือ

ก. นายจ้างต้องรับผิดชอบต่อการกระทำละเมิดของลูกจ้าง ถ้าลูกจ้างกระทำละเมิดในทางที่จ้าง

ข. ตัวการต้องรับผิดต่อการกระทำละเมิดของตัวแทน

ค. ผู้ว่าจ้างทำของ "ไม่ต้องรับผิด" ต่อการละเมิดของผู้รับจ้าง เว้นแต่ ผู้ว่าจ้างทำของผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง

ง. บิดามารดา หรือผู้อนุบาล ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำละเมิดของผู้เยาว์หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง

จ. ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือผู้รับดูแล ต้องรับผิดต่อการกระทำของผู้เยาว์ หรือบุคคลไว้ความสามารถ

๔. ความรับผิดชอบเพราะการมีทรัพย์วินบางประเภทไว้ในครอบครอง
ทรัพย์สินบางประเภทมีลักษณะที่เป็นอันตรายหรือมีอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับบุคคลอื่นได้ โดยไม่สามารถ รู้ได้ว่าเกิดขึ้นอย่างไร ฉะนั้นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ คือผู้ครอบครอง ย่อมมี ภารถที่จะต้องรับผิดต่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งมีกรณีดังต่อไปนี้

ก. ความเสียหายเกิดขึ้นนั้นเพราะสัตว์ เจ้าของหรือผู้รับเลี้ยงรักษาต้องรับผิดชอบ

ข. ความเสียหายเกิดขึ้นเพราะโรงเรียน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ก่อสร้างไว้ชำรุดบกพร่อง หรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอผู้ครอบครองต้อง รับผิดชอบ

ค. ความเสียหายเกิดเพราะยานพาหนะ รถยนต์ ทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายโดยสภาพ เช่น เครื่องจักร วัตถุระเบิด เป็นต้น ผู้ครอบครองหรือควบคุมต้องรับผิดชอบ

๕. การเยียวยาความเสียหาย

๑. ให้กระทำการ การเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นในลักษณะบุรุก ศาลสามารถสั่งให้ออกไปจากที่ดังกล่าวได้ การกล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาทผู้อื่น ศาลอาจสั่งให้ผู้ละเมิดประกาศคำขอโทษลงในหนังสือพิมพ์รายวัน

๒.งดเว้นกระทำการ การใช้เครื่องหมายการค้าของผู้อื่นมาประกอบธุรกิจโดยไม่มีอำนาจ การเปิดวิทยุเสียงดัง รบกวนเพื่อนบ้านข้างเคียง ศาลอาจสิ่งให้ผู้ละเมิดงดเว้นการกระทำดังกล่าว

๓. ค่าสินไหมทดแทน คือการเรียกให้ผู้ละเมิดชำระเงินเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในลักษณะดังนี้

ก. ความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย และเสรีภาพ ความสามารถเรียกค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอื่น ๆในการรักษาพยาบาล เช่น ค่าเดินทาง ค่าขาดรายได้จากการประกอบอาชีพขณะบาดเจ็บ ค่าเสียหายทางจิตใจ กรณีถูกกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง หรือสูญเสียอวัยวะ กรณีตายสามารถเรียกค่าทำศพ ค่าเสียหายที่ไม่อาจคำนณได้แน่นอน เช่น การละเมิดต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง ศาลก้จะคำนาณตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

ข. ความเสียหายต่อทรัพย์สิน เรียกค่าซ่อมแซมตามที่จำเป็น ถ้าสูญเสียหมดสิ้นไปก็เรียกให้ชำระราคาทั้งหมดได้

๖. อายุความ

๑. ต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึง การละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน
๒.อย่างไรก็ตามห้ามเกิน ๑๐ ปี นับแต่วันทำละเมิด

กฎหมายเกี่ยวกับเช็ค

เมื่อถึงเวลาต้องขึ้นศาล (แพ่ง)

การปฏิบัติตนในการดำเนินคดีอาญา

กฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน

การดำเนินคดีอาญาแก่เด็กและเยาวชน

กฎหมายแรงงาน

กฎหมายประกันสังคม

การร้องทุกข์ในเรื่องที่ได้รับความเดือนร้อน จากเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

กฎหมายป่าไม้และกฎหมายอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้

กฎหมายที่ดิน

กฎหมายเกี่ยวกับการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

กฎหมายภาษี

กฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืน

คำแนะนำในการไปติดต่อสถานีตำรวจ

การขออนุญาตต่าง ๆ

กฎหมายเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน

๑. ความหมาย
การกู้ยืมเงินเป็นสัญญาอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งเรียกว่า "ผู้กู้" มีความต้องการจะใช้เงิน แต่ตนเองมีเงินไม่พอ หรือไม่มี เงินไปขอกู้ยืมจากบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า "ผู้ให้กู้" และผู้กู้ตกลงจะใช้คืน ภายในกำหนดเวลาใดเวลาหนึ่ง การกู้ยืมจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ มีการส่ง มอบเงินที่ยืมให้แก่ผู้ที่ให้ยืม ในการกู้ยืมนี้ผู้ให้กู้จะคิดดอกเบี้ยหรือไม่ก็ได้
ตัวอย่าง นายดำ ต้องการจะซื้อรถราคา ๑๕๐,๐๐๐ บาท แต่นายดำ ไม่มีเงิน นายดำจึงไปขอยืมเงินจากนายแดง โดยตกลงจะใช้คืนภายใน ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่กู้ยืม ดังนั้นเมื่อครบกำหนด ๑ ปีแล้ว นายดำ (ผู้กู้) ต้องใช้ เงินคืนให้แก่นายแดง
๒. ดอกเบี้ย
ในการกู้ยืมเงินกันนี้ เพื่อป้องกันมิให้นายทุนบีบบังคับคนจน กฎหมายจึงได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงสุดที่ผู้ให้กู้สามารถเรียกได้ ว่าต้อง ไม่เกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี คือร้อยละ ๑.๒๕ ต่อเดือน (เว้นแต่เป็นการกู้ยืม เงินจากบริษัทเงินทุนหรือธนาคาร ซึ่งสามารถเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราดังกล่าว ได้ตาม พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน) ถ้าเรียกดอกเบี้ย เกินอัตราดังกล่าวถือว่าข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยนั้นเป็นอันเสียไปทั้งหมด คือ ไม่ต้องมีการใช้ดอกเบี้ยกันเลยและผู้ให้กู้อาจมีความผิดทางอาญาฐานเรียก ดอกเบี้ยเกินอัตราด้วย คือ อาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับ ไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕
ในกรณีการกู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหรือธนาคาร ซึ่งบริษัทเงินทุนหรือธนาคารมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น เมื่อปรากฏว่าผู้กู้ยืมผิดนัดชำระหนี้แล้วบริษัทเงินทุนหรือธนาคารได้ดำเนินคดีกับผู้กู้ยืม หากผู้กู้ยืมต่อสู้คดีว่าดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้เรียกจากผู้กู้ในกรณีผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เป็นเบี้ยปรับที่กำหนดไว้สูงเกินไป ถ้าศาลเห็นด้วยว่าเป็นเบี้ยปรับและศาลเห็นสมควรศาลก็ลดลงได้ ตัวอย่างเช่น นาย ก. กู้ยืมเงินจากธนาคาร จำนวน 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 11.75 ต่อปีหรือร้อยละ 16 ต่อปี ผู้กู้ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนให้แก่ผู้ให้กู้ทุกเดือน เดือนละ 25,000 บาท หากผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ผู้กู้ตกลงชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดให้ ธนาคารพาณิชย์เรียกจากลูกค้าได้ ถ้าหากนาย ก. ผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่ง ผล คือ นาย ก. ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เมื่อธนาคารฟ้องเรียกดอกเบี้ยจากนาย ก. อัตราร้อยละ 19 ต่อปี เช่นนี้ถ้าศาลเห็นว่าดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดถือเป็นเบี้ยปรับ และหากศาลเห็นสมควรอาจลดลงได้ ซึ่งอาจกำหนดให้นาย ก. จ่ายให้แก่ธนาคารในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือเกินกว่านี้ แต่ไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซึ่งต่างจากการกู้ยืมเงินจากบุคคลธรรมดา หากกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 15 ต่อปี ศาลจะใช้ดุลพินิจลดลงไม่ได้
๓. หลักฐานการกู้ยืม
ในการตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินนั้น ถ้าหากว่ากู้ยืมกันเป็นจำนวนเงิน เล็กน้อยไม่เกิน ๕๐ บาท กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือ แสดงถึงการกู้ยืมหรือทำสัญญาไว้ต่อกัน เช่น ยืมเงิน ๒๐ บาท หรือ ๓๐ บาทแล้วเพียงแต่พูดจาตกลงกันก็พอ แต่ถ้าหากว่ากู้ยืมเป็นจำนวนเกินกว่า ๕๐ บาท ต้องทำหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือหรือทำ หนังสือสัญญากู้ ไว้ต่อกัน เพื่อจะได้ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ในหลักฐานแห่งการกู้เป็นหนังสือดังกล่าวนี้ต้องมีข้อความแสดงว่าได้กู้ยืม เงินเป็นจำนวนเท่าใด มีกำหนดใช้คืนเมื่อใดและที่สำคัญจะต้องมีการลงลายมือชื่อผู้กู้
ตัวอย่าง หลักฐานการกู้ยืมเงินข้าพเจ้า นายดำ ได้กู้ยืมเงินจากนายสมศักดิ์เป็นจำนวน ๓,๐๐๐ บาท (สามพันบาทถ้วน) เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๐ มีกำหนดใช้คืนภายใน ๑ ปี ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี
ลงชื่อ ดำ ผู้กู้
หากว่าในขณะกู้ยืมเงินกันแต่มีการตกลงรับเอาสิ่งของแทนจำนวนเงิน ที่กู้ยืมกันนั้น ต้องคิดราคาของตลาดของสิ่งนั้นเป็นจำนวนเงินที่กู้จริง+ริงนั้น เช่น มีการตกลงกู้ยืมเงินกัน ๕๐๐ บาท แต่มีการตกลงให้รับข้าวสารแทน ๒ กระสอบ ซึ่งในขณะนั้นข้าวสารกระสอบละ ๑๕๐ บาท ดังนั้น เราถือว่า มีการกู้ยืมเงินกันจริงเพียง ๓๐๐ บาทเท่านั้น
๔. อายุความ

การฟ้องร้องเรียกเงินตามสัญญากู้จะต้องกระทำภายในกำหนดอายุ ความ ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องฟ้องภายใน ๑๐ ปีนับแต่วันที่ถึง กำหนดชำระเงินคืน
ตัวอย่าง แดง กู้ยืมเงิน ดำ เมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๐ จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๑ ปี ดังนั้นหนี้รายนี้ถึงกำหนดในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๑ ผู้ให้กู้ต้องฟ้องเรียก เงินที่กู้ยืมคืน ภายใน ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๑
๕. ข้อควรระมัดระวังในการกู้ยืม
(๑) อย่าได้ลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่าเป็นอันขาด
(๒) อย่าได้นำโฉนดไปให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เป็นประกัน
(๓) จะต้องนับเงินให้ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา
(๔) ผู้ยืมจะต้องเขียนจำนวนเงินเป็นตัวหนังสือด้วย
(๕) สัญญาที่กู้ต้องทำอย่างน้อย ๒ ฉบับ โดยให้ผู้กู้ยึดถือไว้ฉบับหนึ่ง และให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้อีกฉบับหนึ่ง
(๖) ในสัญญากู้ควรมีพยานฝ่ายผู้กู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานอย่างน้อย ๑ คน
๖. ข้อปฏิบัติในการชำระเงิน
เมื่อผู้กู้นำเงินไปชำระไม่ว่าจะเป็นการชำระทั้งหมดหรือบางส่วนก็ตาม ผู้กู้ควรทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ มิฉะนั้นจะอ้างยันผู้ให้กู้ว่าชำระเงินกู้ ให้เขาคืนแล้วไม่ได้
สิ่งที่ผู้กู้ควรกระทำเมื่อชำระเงิน คือ

(๑) รับใบเสร็จรับเงินหรือหนังสือที่มีข้อความว่า ได้ชำระเงินที่กู้มาแล้วทั้งหมด หรือเพียงบางส่วนและมีลายเซ็นผู้ให้กู้กำกับไว้ด้วย

ตัวอย่าง ข้าพเจ้า นายสมศักดิ์ ร่ำรวยทรัพย์ ได้รับเงินคืนจากนายดำ เกิดมาก ผู้กู้เป็นจำนวน ๕,๐๐๐ บาท
ลงชื่อ สมศักดิ์ ร่ำรวยทรัพย์ ผู้ให้กู้
๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๐

(๒) รับหนังสือสัญญากู้เงินที่ได้ทำไว้แก่ผู้ให้กู้นมาในกรณีที่ชำระเงินครบตามจำนวนเงินที่กู้
(๓) มีการบันทึกลงในสัญญากู้ว่าได้นำเงินมาชำระแล้วเท่าไรและให้ ผู้ให้กู้เซ็นชื่อกำกับไว้ ผู้ให้กู้ต้องเซ็นชื่อกำกับไว้ทุกครั้งที่มีการชำระเงิน จึงจะอ้างยันได้ว่าได้ชำระเงินไปแล้ว


ค้ำประกัน
จำนอง (ทรัพย์สินที่จำนองได้,ข้อควรระมัดระวังในการจำนอง)
จำนำ
ซื้อขาย (หลักในการทำสัญญา, วิธีการทำสัญญา,หน้าที่และความรับผิดชอบของคู่สัญญา)
ขายฝาก (ทรัพย์สินที่ขายฝากได้,แบบของสัญญาขายฝาก,สินไถ่, กำหนดเวลาการไถ่)
เช่าทรัพย์ (สัญญาเช่าทรัพย์, เช่าช่วง, สัญญาต่างตอบแทน,การสิ้นสุดแห่งสัญญาเช่า)
เช่าซื้อ (แบบของสัญญาเช่าซื้อ,สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาเช่าซื้อ)

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ถามเอาอะไร : เต้น Mic Idol